การเปลี่ยนแปลงความหลากหลายของสังคมพืชภายหลังการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำและ การใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืนของราษฎร บริเวณศูนย์ฯภูพาน

30 มกราคม 2014

 ความเป็นมาและวัตถุประสงค์

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี  พ.ศ. ๒๕๒๙  เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาเยี่ยมราษฎรที่ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เมื่อราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จกราบบังคมทูลรายงานถึงการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก พระองค์จึงมีพระราชดำริให้ดำเนินการจัดตั้งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและให้หาแนวทางแก้ไขปัญหาการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่า หรือการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ด้วยการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร รวมทั้งการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำลำธารที่เสื่อมโทรมให้กลับคืนสู่สภาพที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติ

          จากการดำเนินการป้องกันและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา ๒๖ ปี กิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่   ต้นน้ำที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลายาวนาน ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารแห่งนี้ไปจากเดิมไม่มากก็น้อยปัจจุบัน  กิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ป่าไม้ที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลายาวนาน ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของพื้นที่ป่าไม้แห่งนี้ไปจากเดิมไม่มากก็น้อย การที่จะทราบว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างไรนั้น จำเป็นต้องทำการศึกษาความหลากหลายของสังคมพืชภายหลังการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ และในขณะเดียวกันราษฎรในพื้นที่ก็ได้อาศัยป่าแห่งนี้เกื้อกูลการดำรงชีพ  มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้ เช่น การเก็บหาอาหารจากป่าอันได้แก่ พืชป่ากินได้ สมุนไพร แมลงและสัตว์เล็ก ๆ มีการใช้ไม้ เพื่อเป็นเชื้อเพลิง เช่น ฟืน ถ่าน และการใช้ไม้เพื่อก่อสร้างและซ่อมแซมบ้านเรือน การเก็บหาและใช้ประโยชน์ดังกล่าวยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานในด้านที่เกี่ยวกับ ชนิดและขนาดของพรรณไม้ ชนิดและปริมาณของของป่า (Non-wood Forest Product) ความแปรผันของพืชพรรณในแต่ละฤดูกาล ซึ่งในป่าแต่ละประเภทจะมีความหลากหลายของพรรณพืชแตกต่างกันออกไป และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ความรู้และการใช้ประโยชน์จากพืชพรรณธรรมชาติของราษฎรที่เก็บหาได้จากป่าแห่งนี้ โดยคาดหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนจัดการพื้นที่ป่าแห่งนี้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ป่ายังสามารถที่จะอำนวยประโยชน์ในด้านผลผลิตจากป่าที่ราษฎรสามารถนำมาบริโภคในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ยังมุ่งหวังให้ราษฎรที่อาศัยอยู่รายรอบป่าแห่งนี้สามารถอยู่กับป่าอย่างเกื้อกูล สมดุลและยั่งยืน โดยมีส่วนร่วมในการจัดการป่า การใช้ประโยชน์จากป่า และการป้องกันรักษาป่า เพื่อให้ผืนป่าของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน   อันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์และอำนวยประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งผลการศึกษาที่ได้ครั้งนี้จะเป็นตัว   บ่งบอกถึงผลของการจัดการพื้นที่ป่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้แต่ต้นหรือไม่ และจะกำหนดแผนการดำเนินการจัดการพื้นที่ป่าต่อไปอย่างไรจึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย

๑ เพื่อศึกษาโครงสร้าง องค์ประกอบชนิดพรรณไม้ และความหนาแน่นของพรรณไม้ ภายหลังการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ บริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

๒ เพื่อทราบถึงความหลากหลายในแต่ละสังคมพืช ภายหลังการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ บริเวณ  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

๓ เพื่อศึกษาถึงองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์จากพืชพรรณธรรมชาติประเภทต่าง ๆ ของราษฎรที่อาศัยอยู่รอบป่าบริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

๔ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ชนิดของพืชพรรณธรรมชาติที่ราษฎรเก็บหาและใช้ประโยชน์จากป่าในฤดูกาลต่าง ๆ และศึกษาลักษณะทางนิเวศวิทยาบางประการของพืชพรรณธรรมชาติบริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

๕ เพื่อนำผลการศึกษาที่ได้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำต่อไป                    

   ผลการดำเนินงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้ทำการศึกษาโครงสร้าง องค์ประกอบชนิดพรรณไม้ ความหนาแน่นของพรรณไม้ และความหลากหลายในแต่ละสังคมพืช ภายหลังการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ บริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนา   ภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้ดำเนินการดังนี้

    ๑. การคัดเลือกพื้นที่

ทำการสุ่มเลือกพื้นที่ศึกษาให้มีลักษณะเป็นตัวแทนที่ดีของแปลงศึกษา โดยทำการศึกษาในพื้นที่ ได้แก่  ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และพื้นที่ไร่ร้าง โดยกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรือคล้ายคลึงกัน วางแปลงตัวอย่างแบบสุ่มขนาด ๔๐ x ๔๐ ม ให้ขนานกับความลาดชันและอยู่ในทิศทางเดียวกัน จำนวน ๓ แปลง ตามบริเวณสันเขา กลางเขา และเชิงเขา เพื่อทำการบันทึกข้อมูลพืชพรรณ (floristic composition) ของกล้าไม้ ลูกไม้และต้นไม้ ทำการศึกษาต่อเนื่องเพื่อติดตามผลการทดแทนของสังคมพืช

๒. การเก็บข้อมูล

             ๒.๑ การเก็บข้อมูลจากแปลงตัวอย่าง

๒.๑.๑ วางแปลงตัวอย่างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด ๔๐ x ๔๐ ม  ในพื้นที่ศึกษา จำนวน ๓ แปลง โดยทำการศึกษาในพื้นที่ ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และพื้นที่ไร่ร้าง รวมทั้งหมด  ๙  แปลง  แบ่งแปลงตัวอย่างดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยขนาด  ๑๐ x ๑๐ ม  จำนวน  ๑๖  แปลง ในทุก ๆ แปลงย่อยขนาด ๑๐ x ๑๐ ม ทำการบันทึกชนิดพรรณไม้วัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ที่ระดับความสูงเพียงอก ( ๑.๓๐ ม.) ของต้นไม้ทุกต้นที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ ๔.๕  ซม. ขึ้นไป  ความสูงทั้งหมด(H)  และความสูงของกิ่งสดกิ่งแรก(HB)

๒.๑.๒ วางแปลงขนาด ๑๐ x ๑๐ ม จำนวน ๔ แปลงที่มุมทั้ง ๔ ของแปลงขนาด ๔๐ x ๔๐ เพื่อที่จะ   จดบันทึกชนิด ขนาด และจำนวนของต้นไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง เล็กกว่า ๔.๕๐ ซม. และมีความสูงมากกว่า     ๑.๓๐ เมตร

๒.๑.๓ วางแปลงขนาด ๑ x ๑ ม. จำนวน ๑๖ แปลงที่มุมทั้ง ๔ ของแปลงขนาด ๑๐ x ๑๐ ม ทำการบันทึกชนิดและจำนวนต้นไม้ที่มีความสูงน้อยกว่า ๑.๓๐ ม. รวมทั้งตลอดวัชพืชต่าง ๆ

๒.๑.๔ แปลงขนาด ๔๐ x ๔๐ ม จำนวน ๓ แปลงในแต่ละชนิดป่า ทำการคัดเลือกมา ๑ แปลง เพื่อที่จะทำการศึกษาลักษณะการปกคลุมของเรือนยอดของต้นไม้ในแนวราบและการจำแนกชั้นความสูงของเรือนยอดตามแนวดิ่ง โดยทำการวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเรือนยอดของต้นไม้ทุกต้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่มีความสูงเพียงอกตั้งแต่ ๔.๕ ซม. ขึ้นไป วัดความสูงทั้งหมด (H) และความสูงถึงกิ่งสดกิ่งแรก (HB) บันทึกตำแหน่งของต้นไม้แต่ละต้น เพื่อวาดลักษณะเรือนยอดและลักษณะรูปทรงของต้นไม้ทุกต้น

ตารางที่ ๑.๑ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ไม้ใหญ่ (Tree) ในแปลงศึกษาพรรณไม้ไร่ร้างแปลงที่ ๑ (ส.ค. ๕๖)

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

เต็ง

๓๒

 

ติ้วขาว

๒๗

 

มะค่าแต้

 

ขี้เหล็ก

 

นมวัว

๑๐

 

กระบก

 

ยอเถื่อน

๑๑

 

มะนาวป่า

 

นางหวาน

 

๑๐

พยุง

 

๑๑

กระบาก

 

๑๒

เหมือด

 

๑๓

มะกอกเกลื้อน

 

๑๔

แคทราย

 

๑๕

กระบกมั่ง

 

๑๖

รัง

 

๑๗

ส้าน

 

๑๘

แสลงใจ

 

๑๙

ติ้วแดง

 

๒๐

มะม่วงป่า

 

๒๑

มูย

 

๒๒

ทุ้มพราย

 

๒๓

นนทรี

๑๒

 

๒๔

มะค่าแต้

 

๒๕

ขมิ้นต้น

 

๒๖

ตีนนก

 

๒๗

คำผี

 

๒๘

แดง

 

๒๙

หนามแท่ง

 

๓๐

หว้า

 

๓๑

รกฟ้า

 

รวม

๑๕๑

 

จากตารางที่ ๑.๑ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ไม้ใหญ่ (Tree) ในแปลงทดลองไร่ร้างแปลงที่ ๑ มีทั้งหมด ๓๒ ชนิด รวมทั้งหมด  ๑๕๑ ต้น โดยมีจำนวนต้นเต็งเป็นชนิดพันธุ์ที่ขึ้นอยู่มากที่สุด รองลงมาเป็นต้นติ้วขาว และต้นนนทรี ตามลำดับ

ตารางที่ ๑.๒ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ไม้หนุ่ม (Sapling) ในแปลงศึกษาพรรณไม้ไร่ร้างแปลงที่๑ (ส.ค.๕๖)

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

กระบกมั่ง

 

มะดูก

 

ขะเจ๊าะ

 

ประดู่

 

มะนาวป่า

 

หว้า

 

กระบก

 

ติ้วขาว

 

มะม่วงป่า

 

๑๐

แดง

 

๑๑

เสี้ยว

 

๑๒

ขี้เหล็กป่า

 

๑๓

ผีพ่วน

 

๑๔

ฝ้ายป่า

 

๑๕

เข็มป่า

 

๑๖

เหมือด

 

๑๗

ขมิ้นต้น

 

๑๘

สามใบ

 

รวม

๕๐

 

จากตารางที่ ๑.๒ แสดงให้เห็นว่าจำนวนชนิดพันธุ์ไม้หนุ่มในแปลงทดลองไร่ร้างแปลงที่ ๑ มีทั้งหมด ๑๘ ชนิด รวมทั้งหมด ๕๐ ต้น โดยมีต้นติ้วขาวเป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่มากที่สุด รองลงมาเป็นต้นกระบกมั่งและต้นเข็มป่า ตามลำดับ

ตารางที่ ๑.๓ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ลูกไม้ (Seedling) ในแปลงศึกษาพรรณไม้ไร่ร้างแปลงที่ ๑ (ส.ค. ๕๖)

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

ใต้ใบ

 

เสี้ยว

 

ติ้วขาว

 

เหมือด

 

เล็บแมว

 

เสี้ยว

 

ขมิ้นต้น

 

ปอพาน

๑๓

 

กระแด้ง

 

๑๐

ส้มลม

๑๗

 

๑๑

ประดู่

 

๑๒

มะม่วงป่า

 

๑๓

มะกอกเกลื้อน

 

๑๔

มะค่าแต้

 

๑๕

ตีนนก

 

๑๖

เต็ง

 

๑๗

กระบก

 

๑๘

นนทรี

 

๑๙

มะดูก

 

๒๐

ใต้ใบ

 

๒๑

มะคอม

 

๒๒

ผีพวน

 

๒๓

หญ้าดาน

๑๖

 

๒๔

หญ้าเพ็ก

๒๙

 

๒๕

กระชาย

 

๒๖

ข้าวสาร

 

รวม

๑๔๕

 

          จากตารางที่ ๑.๓ แสดงให้เห็นว่าจำนวนชนิดพันธุ์ลูกไม้(ไม้พื้นล่าง) ในแปลงทดลองไร่ร้างแปลงที่ ๑ มีทั้งหมด ๒๖ ชนิด  รวมทั้งหมด ๑๔๕ ต้น

โดยที่มี หญ้าเพ็กเป็นชนิดพันธุ์พืชที่ขึ้นอยู่มากที่สุด รองลงมาเป็น ส้มลม และหญ้าดาน ตามลำดับ

ตารางที่ ๒.๑ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ไม้ใหญ่ (Tree) ในแปลงศึกษาพรรณไม้ป่าเบญจพรรณแปลงที่๑ (ส.ค. ๕๖)

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

มะคอม

๑๐

 

เหมือด

๓๔

 

มะกอกเกลื้อน

 

ขะเจ๊าะ

 

เสี้ยว

 

ยอเถื่อน

 

ติ้ว

๒๑

 

มะหม้อ

 

แสนคำ

 

๑๐

คันจ้อง

 

๑๑

มะหวดคำ

 

๑๒

ตะแบก

๑๐

 

๑๓

มะเม่า

 

๑๔

ประดู่

 

๑๕

แดง

 

๑๖

ตะค้อ

 

๑๗

ลำไยป่า

 

๑๘

ตีนนก

 

๑๙

นางหวาน

 

๒๐

แคทราย

 

๒๑

มะค่าแต้

 

๒๒

กระบก

 

๒๓

มะดูก

 

๒๔

นางดำ

 

๒๕

มะข้าง

 

๒๖

งิ้วป่า

 

๒๗

นกหวีด

 

๒๘

ไม้ขาว

 

๒๙

มะนาวป่า

 

๓๐

ขี้เหล็กป่า

 

๓๑

กระบกมั่ง

 

๓๒

ไม้เข็ง

 

๓๓

ชิงชัน

 

๓๔

เข็มป่า

 

รวม

๑๔๑

 

จากตารางที่ ๒.๑ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ไม้ใหญ่ (Tree) ในแปลงทดลองป่าเบญจพรรณแปลงที่ ๑ ทั้งหมด ๓๔ ชนิด รวมทั้งหมด ๑๔๑ ต้น โดยมีจำนวนต้นเหมือดเป็นชนิดพันธุ์ที่ขึ้นอยู่มากที่สุด รองลงมาเป็นต้นติ้ว และต้นตะแบก ตามลำดับ

ตารางที่ ๒.๒ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ไม้หนุ่ม (Sapling) ในแปลงศึกษาพรรณไม้ป่าเบญจพรรณแปลงที่๑ (ส.ค.๕๖)

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

ขะเจ๊าะ

 

มะดูก

 

มะหม้อ

 

ข้าวหลาม

 

นางดำ

๑๑

 

เหมือด

๑๒

 

แดง

 

แสนคำ

 

นางดำ

 

๑๐

ทุ้มพราย

 

๑๑

มะนาวป่า

 

๑๒

มะคอม

 

๑๓

เข็มป่า

 

๑๔

ตะเคียนหิน

 

๑๕

ผีพวน

 

๑๖

ตีนนก

 

๑๗

ตะใกล้

 

รวม

๖๓

 

          จากตารางที่ ๒.๒ แสดงให้เห็นว่าจำนวนชนิดพันธุ์ไม้หนุ่มในแปลงทดลองป่าเบญจพรรณแปลงที่ ๑ มีทั้งหมด ๑๗ ชนิด รวมทั้งหมด ๖๓ ต้น โดยมีต้นเหมือดเป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่มากที่สุด รองลงมาเป็นต้นนางดำและต้นข้าวหลาม ตามลำดับ

ตารางที่ ๒.๓ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ลูกไม้ (Seedling)ในแปลงศึกษาพรรณไม้ป่าเบญจพรรณแปลงที่ ๑ (ส.ค. ๕๖)

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

ข้าวสาร

๑๙

 

มะคอม

 

เหมือด

๒๖

 

เข็มป่า

๓๖

 

ส้มลม

๑๐

 

มะกอกเกลื้อน

๑๙

 

มะค่าแต้

 

ผีพวน

 

ใต้ใบ

 

๑๐

กระชาย

 

๑๑

หว้า

 

๑๒

ส่องฟ้า

 

๑๓

เสี้ยว

๒๑

 

๑๔

นางดำ

 

๑๕

ข้าวหลาม

 

๑๖

ก้นครก

๑๑

 

๑๗

รังหนาม

 

๑๘

แสนฟัน

๒๔

 

๑๙

มะหม้อ

 

๒๐

กระบก

 

๒๑

แสนคำ

 

๒๒

กระแด้ง

๔๗

 

๒๓

หญ้าดาน

๑๘

 

๒๔

แดง

 

๒๕

คันจ้อง

๒๐

 

๒๖

หวาย

 

๒๗

ข้าวหลาม

 

๒๘

คัมผี

 

๒๙

มะนาวป่า

 

๓๐

มะดูก

 

๓๑

เสือโครง

 

๓๒

ตาว

๑๓

 

รวม

๓๓๐

 

          จากตารางที่ ๒.๓ แสดงให้เห็นว่าจำนวนชนิดพันธุ์ลูกไม้ (ไม้พื้นล่าง) ในแปลงทดลองของป่า -เบญจพรรณแปลงที่ ๑ มีทั้งหมด ๓๒ ชนิด รวมทั้งหมด ๓๓๐ ต้น โดยที่มี ต้นกระแด้งเป็นชนิดพันธุ์พืชที่ขึ้นอยู่มากที่สุดรองลงมาเป็นเข็มป่า และต้นเหมือด ตามลำดับ

ตารางที่ ๓.๑ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ไม้ใหญ่  (Tree)  ในแปลงศึกษาพรรณไม้ป่าเต็งรังแปลงที่ ๑ (ส.ค. ๕๖)

ลำดับที่

 

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

มะม่วงป่า

 

ลำไยป่า

 

แสลงใจ

 

ก่อแพะ

 

เต็ง

๓๘

 

รัง

 

นมวัว

๑๗

 

ฝาสาม

 

ติ้วขาว

๑๓

 

๑๐

ติ้วแดง

๔๓

 

๑๑

เหมือด

๔๙

 

๑๒

เข็มป่า

 

๑๓

ยอเถื่อน

 

๑๔

แดง

 

๑๕

มะกอกเกลื้อน

 

๑๖

ขันทอง

 

๑๗

รกฟ้า

 

๑๘

มะข้าแต้

 

๑๙

ขะเจ๊าะ

 

๒๐

พางหวาน

 

๒๑

มะดูก

 

๒๒

ประดู่

 

๒๓

ขมิ้นต้น

 

๒๔

ไข่เน่า

 

๒๕

หว้า

 

๒๖

ข้าวหลาม

 

๒๗

นางดำ

 

๒๘

ขี้เหล็กป่า

 

๒๙

ส้าน

 

๓๐

ขี้หมา

 

๓๑

เหม้าป่า

 

๓๒

กระบาก

 

๓๓

กระบก

 

๓๔

กระบกมั่ง

 

๓๕

มะก่อ

 

ลำดับที่

 

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

๓๖

มะม่วงหัวแมลงวัน

 

๓๗

ตะเคียนหิน

 

๓๘

ช้างโน้ม

 

๓๙

เสี้ยว

 

๔๐

เข็มป่า

 

รวม

๒๕๕

 

                จากตารางที่ ๓.๑ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ไม้ใหญ่ (Tree) ในแปลงทดลองป่าเต็งรังแปลงที่ ๑ ทั้งหมด ๔๐ ชนิด รวมทั้งหมด ๒๕๕ ต้น โดยมีจำนวนต้นเหมือดเป็นชนิดพันธุ์ที่ขึ้นอยู่มากที่สุด รองลงมาเป็นต้นติ้วแดง และต้นเต็ง ตามลำดับ

ตารางที่ ๓.๒ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ไม้หนุ่ม (Sapling) ในแปลงศึกษาพรรณไม้ป่าเต็งรังแปลงที่ ๑ (ส.ค.๕๖)

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

 

เหมือด

 

ประดู่

 

มะนาวป่า

 

นมวัว

 

เข็มป่า

 

นางดำ

 

ขันทอง

 

ติ้วแดง

 

มะกอกเกลื้อน

 

๑๐

ติ้วขาว

 

๑๑

เต็ง

 

รวม

๔๑

 

          จากตารางที่ ๓.๒  แสดงให้เห็นว่าจำนวนชนิดพันธุ์ไม้หนุ่มในแปลงทดลองป่าเต็งรังแปลงที่  ๑  มีทั้งหมด ๑๑ ชนิด รวมทั้งหมด ๔๑ ต้น โดยมีต้นเหมือดเป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่มากที่สุด รองลงมาเป็นต้นติ้วขาวและต้นนมวัว ตามลำดับ 

ตารางที่ ๓.๓ แสดงจำนวนชนิดพันธุ์ลูกไม้ (Seedling) ในแปลงศึกษาพรรณไม้ป่าเต็งรังแปลงที่๑ (ส.ค. ๕๖)

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

 

หญ้าเพ็ก

๗๗

 

ข้าวสาร

๑๗

 

ส้มลม

๑๑

 

เหมือด

๘๔

 

นางหวาน

 

เสี้ยว

๒๒

 

กระชาย

๑๔

 

เต็ง

 

นมวัว

 

๑๐

ก่อแพะ

๑๖

 

๑๑

ตีนนก

 

๑๒

กระบาก

 

๑๓

มะกอกเกลื่อน

 

๑๔

ติ้วขาว

 

๑๕

มะกล่ำ

 

๑๖

ถั่วป่า

 

๑๗

หนามแท่ง

 

๑๘

หมากใต้ใบ

 

๑๙

เต็ง

 

๒๐

ปอเต่าให้

 

๒๑

หญ้าดาน

๔๑

 

๒๒

หว้า

 

๒๓

กระพี้เขาควาย

๑๗

 

๒๔

ตูมกา

 

๒๕

มะนาวป่า

 

๒๖

กระบกมั่ง

 

๒๗

พญาเสือโคร่ง

 

๒๘

ขมิ้นต้น

 

๒๙

หว้า

 

๓๐

ติ้วแดง

 

๓๑

เขือง

 

๓๒

กระบก

 

๓๓

เล็บแมว

 

๓๔

ส้มมูย

 

๓๕

เข็มป่า

 

ลำดับที่

 

ชนิดพันธุ์

จำนวน

หมายเหตุ

    ๓๖

หญ้าคา

 

๓๗

มะพร้าวโคก

 

๓๘

ประสงค์

 

๓๙

ขี้พรวน

 

๔๐

นางดำ

 

๔๑

หวาย

 

๔๒

ข้าวจี่

 

รวม

 

๔๐๓

 

จากตารางที่ ๓.๓ แสดงให้เห็นว่าจำนวนชนิดพันธุ์ลูกไม้(ไม้พื้นล่าง)ในแปลงทดลองของป่าเต็งรังแปลงที่ ๑ มีทั้งหมด ๔๒ ชนิด รวมทั้งหมด ๔๐๓ ต้น โดยที่มี ต้นเหมือดเป็นชนิดพันธุ์พืชที่ขึ้นอยู่มากที่สุด รองลงมาเป็นหญ้าเพ็ก และหญ้าดาน ตามลำดับ

๒.๒ การประเมินพฤกษศาสตร์พื้นบ้านแบบเร่งด่วน (Rapid Ethnobotanical Appraisal : REA) โดยการใช้แบบสอบถาม ซึ่งได้ดำเนินการตามข้อแนะนำที่ได้อธิบายไว้ในการประเมินพฤกษศาสตร์พื้นบ้านแบบเร่งด่วน (สมศักดิ์, ๒๕๓๙ ; Martin, ๑๙๙๕) โดยข้อมูลที่นำมาประเมินได้มาจาก ๔ แหล่ง คือ (๑) ข้อมูลที่ได้จากการตรวจเอกสาร (๒) ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ราษฎรในท้องถิ่นโดยใช้แบบสอบถาม (๓) ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและเก็บข้อมูลในป่า (๔) ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจในตลาดสดในท้องถิ่น             

          ๒.๒.๑การสัมภาษณ์ราษฎรที่อยู่รอบป่าบริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร  เพื่อเป็นการประเมินพฤกษศาสตร์พื้นบ้านแบบเร่งด่วน ราษฎรที่ได้คัดเลือกมาสัมภาษณ์ ได้แก่ หมอยาสมุนไพรพื้นบ้าน พระสงฆ์ ครู ผู้สูงอายุ ราษฎรผู้มีหน้าที่เก็บหาพรรณพืชมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน พ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายพรรณพืชในตลาดสดของหมู่บ้าน ข้อมูลที่สัมภาษณ์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเก็บหา การใช้ประโยชน์ และการจัดจำหน่ายพรรณพืชของราษฎรจากป่าธรรมชาติ โดยทำการสัมภาษณ์และสังเกตการใชประโยชน์ จากพรรณพืชของราษฎรควบคู่ไปด้วยกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลครอบคลุมในเรื่องความรู้และการใช้ประโยชน์พืชพรรณธรรมชาติให้มากที่สุด

๒.๒.๒.  การเก็บข้อมูลจากแปลงตัวอย่าง  เนื่องจากพืชพรรณในป่ามีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ดังนั้น จึงได้ทำการเก็บข้อมูลทั้งในฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว รวมทั้งสิ้น ๓ ครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน โดยมีขั้นตอนในการเก็บข้อมูลจากแปลงตัวอย่างดังนี้

(๑) สำรวจชื่อและชนิดของพืชพรรณธรรมชาติประเภทไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก และไม้เถาทุกต้น ที่ราษฎรเก็บหาและใช้ประโยชน์ที่ขึ้นอยู่ในแปลงตัวอย่าง ได้แก่ พืชอาหาร พืชสมุนไพร ฟืนและถ่าน ไม้ท่อนและไม้ก่อสร้าง และพรรณพืชที่มีการใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ

(๒) เก็บตัวอย่างพรรณพืชที่ราษฎรเก็บหาและใช้ประโยชน์ที่ขึ้นอยู่ในแปลงตัวอย่าง เพื่อนำกลับไปทำการวิเคราะห์ชนิด (Species Identification)

             ผลการศึกษาอยู่ในระหว่างการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม เพื่อเก็บข้อมูลจากราษฎรที่เก็บหาและใช้ประโยชน์พืชพรรณธรรมชาติ เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนจะได้รายงานผลความก้าวหน้าต่อไป

 


แสดงความเห็นต่อข่าวนี้




  • วันนี้ (21 พฤษภาคม 2563 .) นายชัยพิชิต สอนสมนึก ผู้อำนวยการส่วนประสานโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงาน ตามแผนงานงบประมาณ ประจำปี พ.ศ. 2563

  • วันที่ 20​ พฤษภาคม 63 เวลา 09.00 น. นายชัยพิชิต สอนสมนึก ผู้อำนวยการส่วนประสานโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงาน ตามแผนงาน   งบประมาณ ประจำปี พ.ศ. 2563 และมาตราก

  • กิจกรรมยึดคืนพื้นที่ป่า ตัดฟันไม้ยางพาราตามมาตรา 22 และปลูกป่าฟื้นฟู

  • โครงการพัฒนาและฟื้นฟูสภาพป่าพื้นที่โครงการป่ารักน้ำฯบ้านถ้ำติ้ว จังหวัดสกลนคร จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ระหว่างวันที่ 23-26 กันยายน พ.ศ.2557