บทบาทของฝายต้นน้ำลำธารต่อการไหลของน้ำและการกักเก็บตะกอน

30 มกราคม 2014

ความเป็นมาและวัตถุประสงค์

​                        ป่าเต็งรังเป็นสังคมพืชที่พบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณร้อยละ ๘๐ ของป่าชนิดต่างๆ   ที่มีอยู่   ในภาคนี้ทั้งหมด (๒๕๕๐)  โดยในท้องที่จังหวัดสกลนคร เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีป่าเต็งรังขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป และจากลักษณะทั่วไปของป่าเต็งรัง ที่เป็นป่าโปร่ง ประกอบด้วยไม้ผลัดใบขนาดกลางและขนาดเล็กขึ้นกระจัดกระจายไม่ค่อย  แน่นทึบ และจะเกิดไฟป่าเป็นประจำทุกปี มีความอุดมสมบูรณ์หรือความหนาแน่นของต้นไม้น้อยกว่าป่าชนิดอื่นๆ  เช่น ป่าเบญจพรรณ  ป่าดิบแล้ง  ป่าดิบเขาและป่าดิบชื้น  เพราะ ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินทราย หรือดินลูกรัง ดินตื้น มีหินโผล่  มีการอุ้มน้ำได้น้อย ทำให้ในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกชุก น้ำฝนที่ตกลงมาจะไหลซึมลงดินได้น้อย โดยน้ำฝนส่วนใหญ่จะเกิดเป็นน้ำไหลบ่าหน้าดินแล้วไหลบ่าลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นอุทกภัยและเกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน  ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และเกิดการตื้นเขินของแหล่งน้ำตามธรรมชาติ  ส่วนในช่วงฤดูแล้งดินที่มีการกักเก็บน้ำหรือความชื้นไว้ได้น้อย  จึงไม่มีปริมาณน้ำที่จะปลดปล่อยลงสู่ลำธาร ทำให้เกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

                     จากลักษณะของพื้นที่ต้นน้ำป่าเต็งรัง ที่ยังทำหน้าที่ในการกักเก็บและระบายน้ำให้กับพื้นที่ท้ายน้ำได้ไม่สมบูรณ์ หรือไม่สามารถตอบสนองต่อการดำรงชีวิตของชุมชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีพอ จึงต้องมีมาตรการช่วยเสริมสร้างการทำหน้าที่ของพื้นที่ต้นน้ำโดยการสร้างฝายต้นน้ำ  ซึ่งการสร้างฝายต้นน้ำ  หรือฝายแม้ว  (check dam) ในประเทศไทย  ได้ปรับเปลี่ยนจุดประสงค์จากเดิม ซึ่งเป็นเพียง  (๑)การเก็บกักตะกอนที่ถูกน้ำไหลบ่าหน้าผิวดินกัดชะและพัดพาลงมา และ  (๒)การหยุดยั้งการขยายตัวของร่องน้ำกัดเซาะ (gully erosion)  โดยเพิ่มเติมในส่วนของ (๑)การชะลอการไหลของน้ำท่า  (๒)การเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดินสองฝากฝั่งลำธาร และ  (๓)ส่งเสริมการพัฒนาตัวของสังคมพืชสองฝากฝั่งลำธาร ไปสู่สภาวะที่สมบูรณ์มากขึ้น   ดังนั้นการศึกษาวิจัยในครั้งนี้  จะทำให้ทราบถึงประโยชน์ของฝายต้นน้ำ ในการเก็บกักตะกอนในลำน้ำ การชะลอการไหลของน้ำท่า การเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดิน และการพัฒนาตัวของสังคมพืชสองฝากฝั่งลำน้ำ  ว่าจะช่วยลดปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบของการเกิดอุทกภัย   การชะล้างพังทลายของดิน และการเกิดความแห้งแล้ง มากน้อยเพียงใด

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

​               ๑.  เพื่อศึกษาถึงประโยชน์ของฝายต้นน้ำ ในด้านการชะลอการไหลของน้ำในลำธารและการกักเก็บตะกอน

               ๒. เพื่อศึกษาถึงประโยชน์ของฝายต้นน้ำ ในด้านการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่สองฝั่งลำน้ำ

               ๓. เพื่อศึกษาถึงประโยชน์ของฝายต้นน้ำ ในด้านการส่งเสริมการพัฒนาตัวของสังคมพืชป่าเต็งรังสองฝั่งลำน้ำ

                  ไปสู่สภาวะที่สมบูรณ์และสมดุลกับสิ่งแวดล้อมของพื้นที่

ผลการดำเนินงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

                    การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างลุ่มน้ำป่าเต็งรังที่มีการสร้างฝายต้นน้ำกับลุ่มน้ำ   ทีไม่มีการสร้างฝายต้นน้ำ

บริเวณศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร  โดยได้ดำเนินการดังนี้

                 ๑. คัดเลือกพื้นที่ลุ่มน้ำทดลองเพื่อทำการศึกษาวิจัย ในพื้นที่ป่าเต็งรัง จำนวน ๒ ลุ่มน้ำย่อย ที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยเลือกพื้นที่ให้มีความเหมือนกันมากที่สุด

ทั้งขนาดของพื้นที่ลุ่มน้ำที่ใกล้เคียงกัน และมีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกัน คือ ลุ่มน้ำห้วยหอย เป็นลุ่มน้ำที่มีการสร้างฝายต้นน้ำ และลุ่มน้ำห้วยจันดา

เป็นลุ่มน้ำที่ไม่มีการสร้างฝายต้นน้ำ

               ๒. ดำเนินการศึกษาบทบาทของฝายต้นน้ำต่อปริมาณการไหลของน้ำในลำธาร โดยทำการเก็บวัดข้อมูลปริมาณน้ำในลำธารจากเขื่อนวัดน้ำ ๑๒๐ v-notch Weir ที่มีเครื่องบันทึกระดับน้ำทำการการบันทึกความสูงของระดับน้ำ ในเวลาทุก 1 ชั่วโมง แล้วนำระดับน้ำไปคำนวณหาปริมาณน้ำในลำธาร ผลการศึกษาพบว่า     ลุ่มน้ำห้วยหอย ที่เป็นลุ่มน้ำที่ไม่มีการสร้างฝายต้นน้ำ จะมีศักยภาพการให้น้ำท่า ๓๒๔,๘๑๕ ลูกบาศก์เมตรต่อปี คิดเป็นความสูงน้ำ  ๓๙๖.๖๐ มิลลิเมตร คิดเป็น  ๒๖.๑๗  เปอร์เซ็นต์ของน้ำฝน  ส่วนลุ่มน้ำห้วยจันดา เป็นลุ่มน้ำที่มีการสร้างฝายต้นน้ำ จะมีศักยภาพการให้น้ำท่า ๒๓,๑๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี คิดเป็นความสูงน้ำ ๘๙.๓๘ มิลลิเมตร คิดเป็น ๕.๙๖ เปอร์เซ็นต์ของน้ำฝน  โดยปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นจะเป็นปริมาณน้ำท่าในช่วงน้ำหลาก (wet period) ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำฝนตกหนัก เป็นระยะเวลา ๗ เดือน (เมษายน-ตุลาคม)  คิดเป็น ๙๒. ๖ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำท่าทั้งปี ส่วนปริมาณน้ำท่าช่วงแล้งฝน  (dry period) ที่มีระยะเวลา  ๕  เดือน  (พฤศจิกายน-มีนาคม) มีประมาณ  ๗.๔  เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำทั้งปี

               ๓. การศึกษาบทบาทของฝายต้นน้ำต่อการชะลอการไหลของน้ำในลำธาร ที่มีการตรวจวัดความเร็วของกระแสน้ำโดยการใช้ทุ่นลอย ทำการตรวจวัด

วัดความเร็วกระแสน้ำบริเวณก่อนถึงฝายต้นน้ำและหลังฝายต้นน้ำ เพื่อทำการเปรียบเทียบความเร็วและอัตราการไหลของน้ำในลำธาร โดยทำการ

เก็บข้อมูลสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง

สรุปความเร็วน้ำ

ความเร็วน้ำห้วยหอยและห้วยจันทร์ดาเฉลี่ยเดือน มิ.ย. –  ส.ค. ๕๖

ลุ่มน้ำ

ความเร็วน้ำห้วยหอย (m/min)

ความเร็วน้ำห้วยจันดา (m/min)

ต้นน้ำ

๑๓.๒๔

๑๑.๑๔

กลางน้ำ

๑๑.๘๕

๘.๘๑

ปลายน้ำ

๙.๓๖

๖.๖๓

          จากตารางเห็นได้ว่า ความเร็วน้ำของทั้งสองห้วยมีความแตกต่างกันซึ้งลุ่มน้ำห้วยจันดามีการสร้างฝาย  เป็นระยะๆ ส่วนลุ่มน้ำห้วยหอยไม่มีการสร้างฝาย และโดยแต่ละจุดคือต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีความลาดชันใกล้เคียงกัน ได้ความเร็วลุ่มน้ำเฉลี่ยของห้วยหอย เท่ากับ ๑๑.๔๘ m/min และความเร็วลุ่มน้ำเฉลี่ยของ     ห้วยจันดา เท่ากับ ๘.๘๖ m/min  แสดงให้เห็นว่าฝายมีผลต่อการชะลอการไหลและความเร็วของกระแสน้ำตลอดลำห้วยสงผลให้เวลาการไหลของน้ำในลำห้วยเพิ่มขึ้นน้ำอยู่ในลำห้วยนานขึ้น ทำให้มีความชุ่มชื้นในพื้นที่นานขึ้นส่งผลต่อการทดแทนตามธรรมชาติในพื้นที่รอบๆลำห้วยได้

          *เนื่องจากลำห้วยมีขนาดเล็กจึงทำการวัดความเร็วกระแสน้ำบริเวณกลางลำห้วยพียงจุดเดียวทั้งหมด      ๓ ซ้ำ และใช้ระยะทาง ๕ เมตร ทุกจุด

          **การเก็บข้อมูลทำในช่วงเวลาหลังฝนตกและ/หรือหลังวันที่ฝนตก

                  ๔. การศึกษาบทบาทของฝายต้นน้ำต่อการกักเก็บตะกอนในลำน้ำ โดยการเก็บข้อมูลปริมาณตะกอนแขวนลอยในลำน้ำโดยลุ่มน้ำที่มีการสร้างฝายจะเก็บข้อมูลปริมาณตะกอนบริเวณก่อนสร้างฝายต้นน้ำและตอนล่างหลังพื้นที่สร้างฝายต้นน้ำ ซึ่งทำการเก็บข้อมูลโดยใช้ขวดเก็บตัวอย่างน้ำขนาด  ๑,๐๐๐ ซีซี เก็บตัวอย่างน้ำใน    ลำธาร แล้วนำไปกรองด้วยกระดาษกรอง แล้วจึงนำไปอบในตู้อบไฟฟ้าที่อุณหภูมิ ๑๐๕ องศาเซลเซียส เป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมง ชั่งหาน้ำหนักดินแห้ง แล้วคิดเป็นปริมาณตะกอนแขวนลอย เพื่อเปรียบเทียบระหว่างลุ่มน้ำที่มีฝายต้นน้ำกับลุ่มน้ำที่ไม่มีฝายต้นน้ำ  ผลการศึกษาอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อรายงานต่อไป

               ๕. การศึกษาบทบาทของฝายต้นน้ำต่อการกักเก็บตะกอนในลำน้ำ โดยการหาปริมาณตะกอนหนักท้อง  ลำธาร ทำการตรวจวัดปริมาณตะกอนที่ตกทับถมในเขื่อนวัดปริมาณน้ำในลำธารปีละ ๑ ครั้ง ภายหลังจากที่ไม่มี น้ำไหลในลำธาร ซึ่งทำการวัดความสูงตะกอนในเขื่อนวัดน้ำเพื่อคิดเป็นปริมาณตะกอนดินเปียก เก็บตัวอย่างตะกอนดินเปียกไปทำการอบให้แห้งชั่งหาน้ำหนักดินแห้ง แล้วคำนวณหาปริมาณตะกอนดินที่ตกทับถมในแต่ละปี ผลการศึกษาปริมาณตะกอนในเขื่อนวัดน้ำพบว่าลุ่มน้ำห้วยหอย มีประมาณ ๘.๗๐ ตันต่อตารางกิโลเมตรต่อปี และลุ่มน้ำห้วยจันดา มีประมาณ ๓.๕๘ ตันต่อตารางกิโลเมตรต่อปี

              ๖. การศึกษาบทบาทของฝายต้นน้ำต่อการสร้างความชุ่มชื้นให้กับดิน โดยการใช้ Soil core เก็บตัวอย่างดินบริเวณสองฝั่งลำน้ำ ระยะห่าง ๑ และ ๒ เมตร จากลำน้ำ ซึ่งจะทำการเก็บบริเวณตอนบน ตอนกลาง และตอนล่างของลำน้ำ ตามระดับความลึก ๐-๑๕, ๑๕-๓๐, ๓๐-๖๐ และ ๖๐-๑๐๐ เซนติเมตร จากผิวดิน นำตัวอย่างดินไปชั่งหาน้ำหนักดินเปียก แล้วนำตัวอย่างดินไปอบที่อุณหภูมิ ๑๐๕ องศาเซลเซียส เป็นเวลา ๔๘ ชั่วโมง ชั่งหาน้ำหนักดินแห้ง แล้วคำนวณหาปริมาณความชื้นหรือปริมาณน้ำในดิน แล้วนำไปเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลุ่มน้ำที่มีการสร้างฝายต้นน้ำและลุ่มน้ำที่ไม่มีการสร้างฝายต้นน้ำ ผลการศึกษาพบว่าลุ่มน้ำห้วยหอย มีความชื้นในดินเฉลี่ยในแต่ละชั้นความลึกของดิน  ๓.๐๗, ๓.๕๔, ๓.๗๐ และ ๓.๘๙ มิลลิเมตร ตามลำดับ และลุ่มน้ำห้วยจันดา มีความชื้นในดินเฉลี่ยเท่ากับ  ๓.๓๘, ๓.๖๕, ๓.๙๐ และ ๔.๑๕ มิลลิเมตร ตามลำดับ

                    ๗. การศึกษาบทบาทของฝายต้นน้ำต่อการพัฒนาตัวของสังคมพืชสองฝากฝั่งลำน้ำ โดยการวางแปลงตัวอย่างขนาด ๑๐X๒๐ ตารางเมตร ทั้งสองฝั่งลำน้ำ บริเวณตอนบน ตอนกลาง และตอนล่างของลำน้ำ แล้วทำการแบ่งแปลงตัวอย่างออกเป็นแปลงย่อยขนาด ๑๐X๑๐ ตารางเมตร เพื่อเก็บข้อมูล ชนิด และจำนวนของพันธุ์ไม้ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ระดับความสูง ๑.๓๐ เมตรจากผิวดิน ตั้งแต่ ๔.๕ เซนติเมตร ขึ้นไป(ไม้ใหญ่) พร้อมทั้งบันทึกความโตและความสูงของไม้ใหญ่ทุกต้น และในแปลง ขนาด ๑๐X๑๐ ตารางเมตร ทำการวางแปลงย่อย ขนาด ๔X๔ ตารางเมตร ที่ตำแหน่งมุมแปลงทั้งสี่มุม เก็บข้อมูลชนิดและจำนวนพันธุ์ไม้ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า ๔.๕ เซนติเมตร ลงมา แต่มีความสูงมากกว่า ๑.๓๐ เมตร ขึ้นไป(ไม้หนุ่ม) พร้อมทั้งบันทึกความโตและความสูงของไม้หนุ่มทุกต้น และในแปลง ๔X๔ ตารางเมตร ทำการวางแปลงย่อย ขนาด ๑x๑ ตารางเมตร ที่มุมแปลงทั้งสี่มุม แล้วเก็บข้อมูลชนิดและจำนวนพันธุ์ไม้ที่มีความสูงน้อยกว่า ๑.๓๐ เมตร (กล้าไม้) ทุกต้น โดยทำการเก็บวัดข้อมูลปีละ ๑ ครั้งหลังสิ้นสุดฤดูฝน เพื่อเปรียบเทียบความเพิ่มพูนของพันธุ์ไม้ในแต่ละปีระหว่างลุ่มน้ำที่มีการสร้างฝายต้นน้ำกับลุ่มน้ำที่ไม่มีการสร้างฝายต้นน้ำ

ตารางที่ ๑ แสดงการเปลี่ยนแปลงของจำนวนและชนิดพันธุ์ลูกไม้ (seedling)  ในแปลงทดลองห้วยจันทร์ดา    (แปลง ๑*๑)

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน (ต้น)

(๓ ก.ย. ๕๕)

จำนวน (ต้น)

(๒ ก.ย. ๕๖)

หมายเหตุ

หญ้าเพ็ก

๑๕๖

๑๑๕

 

หญ้าคมปาว

๒๙

๒๙

 

หญ้าดาน

๑๐๙

๙๔

 

หญ้าคา

๑๒๙

๖๓

 

กระชาย

๑๐

๑๒

 

ส้มโมง

-

 

สามใบ

๑๗

๒๒

 

หงอนไก่

-

 

ส้มลม

๑๓

 

๑๐

รัง

-

 

๑๑

พางหวาน

-

 

๑๒

มะม่วงป่า

-

 

๑๓

แคทราย

 

๑๔

เสี้ยว

 

๑๕

เต็ง

๑๕

๑๑

 

๑๖

ทุ้มพราย

 

๑๗

แดง

 

๑๘

ติ้ว

 

๑๙

เหมือด

 

๒๐

ขะเจ๊าะ

-

 

๒๑

ประดู่

 

๒๒

มูย

-

 

๒๓

ส้มมอ

-

 

 

 

 

 

 

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน ( ต้น )

( ๓ ก.ย. ๕๕ )

จำนวน ( ต้น )

( ๒ ก.ย. ๕๕ )

หมายเหตุ

๒๔

ยางพรวง

-

 

๒๕

จาน

 

๒๖

ส้าน

 

๒๗

ส้มขี้มอด

 

๒๘

เขือง

 

๒๙

มะขามป้อม

 

๓๐

กระเจียว

-

 

๓๑

รกฟ้า

-

 

๓๒

มะม่วงหัวแมลงวัน

-

๑๒

 

๓๓

ใต้ใบ

-

 

๓๔

ข้าวจี่

-

 

๓๕

ฝ้ายป่า

-

 

๓๖

สมอไท

-

 

๓๗

ปอพาน

-

 

๓๘

ขมิ้นต้น

-

 

๓๙

เสี้ยว

-

 

๔๐

มะกอกเกลื้อน

-

 

๔๑

มะเม่า

-

 

๔๒

ตับเต่า

-

 

๔๓

ส่องฟ้า

-

 

๔๔

หัวเป้ง

-

 

 ตารางที่ ๒ แสดงการเปลี่ยนแปลงของจำนวนและชนิดพันธุ์ลูกไม้ (seedling)  ในแปลงทดลองห้วยหอย(แปลง ๑*๑)

ลำดับที่

ชนิดพันธุ์

จำนวน (ต้น)

(๒๐ ก.ย.๕๕)

จำนวน (ต้น)     (๒ ก.ย. ๕๖)

หมายเหตุ

หญ้าเพ็ก

๒๒๑

๑๔๘

 

หญ้าดาน

๑๑๒

๑๐๖

 

หญ้าคา

๗๘

๔๓

 

กระเจียว

๒๐

๑๗

 

เต็ง

๒๒

๓๕

 

สามใบ

๔๐

๕๑

 

คมปาว

๔๔

๓๘

 

หงอนไก่

 

กระชาย

๖๕

๑๐๗

 

๑๐

ส้มลม

๑๓

 

๑๑

ปอหู

-

 

๑๒

เขือง

 

๑๓

หนามแท้ง

 

๑๔

รกฟ้า

 

๑๕

มะม่วงหัวแมลงวัน

 

๑๖

มะม่วงป่า

-

 

๑๗

ก่อแพะ

-

 

๑๘

เหมือด

 

๑๙

ติ้ว

๑๓

๑๑

 

๒๐

สะความ

-

 

๒๑

แดง

 

๒๒

รัง

-

 

๒๓

ส้าน

 

๒๔

เหียง

 

๒๕

ใต้ใบ

-

 

๒๖

เสี้ยว

-

 

๒๗

ฝ้ายป่า

-

 

๒๘

ส่องฟ้า

-

 

๒๙

ยอเถื่อน

-

 

๓๐

ข้าวจี่

-

 

๓๑

รังหนาม

-

 

๓๒

ส้มขี้มอด

-

 

๓๓

ปอมูก

-

 

๓๔

ประดู่

-

 

                      จากตารางที่ ๑ และ๒ จะเห็นได้ว่าจำนวนชนิดพันธุ์ลูกไม้ที่ขึ้นในห้วยจันทร์ดาและห้วยหอย มีทั้งชนิดพันธุ์ที่เพิ่มใหม่และหายไป  ห้วยจันทร์ดามีชนิดพันธุ์ที่เพิ่มมาใหม่ จำนวน  ๑๕  ชนิดและชนิดพันธุ์ที่หายไป   จำนวน ๙  ชนิด  ห้วยหอยชนิดพันธุ์ที่เพิ่มมาใหม่จำนวน  ๑๐  ชนิดและชนิดพันธุ์ที่หายไปจำนวน   ๕  ชนิดตามลำดับ ชนิดพันธุ์ที่หายไปอาจเกิดจากการชะล้างหน้าดินเมื่อฝนตก หรือชนิดพันธุ์นั้นไม่สามารถเจริญเติบโต เพราะถูกพืชชนิดพันธุ์อื่นเบียดบัง โดยเฉพาะหญ้าเพ็กที่จะขึ้นเกือบทั่วทั้งพื้นที่ ชนิดพันธุ์ไม้ที่หายไปของห้วยจันทร์ดามี ส้มโมง หงอนไก่ รัง พางหวาน มะม่วงป่า ขะเจ๊าะ มูย ส้มมอ ยางพรวง ชนิดพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นมี กระเจียว รกฟ้า มะม่วงหัวแมลงวัน ใต้ใบ ข้าวจี่ ฝ้ายป่า สมอไท พางหวาน ขมิ้นต้น เสี้ยว มะกอกเกลื้อน มะเม่า ตับเต่า ส่องฟ้า หัวเป้ง และห้วยหอยมีชนิดพันธุ์ที่หายไปคือ มะม่วงป่า  ก่อแพะ  สะความ  รัง  และชนิดพันธุ์ไม้ที่เพิ่มขึ้นมี ใต้ใบ เสี้ยว ฝ้ายป่า ส่องฟ้า ยอเถื่อน ข้าวจี่ รังหนาม ส้มขี้มอด ปอมูก และประดู่ แสดงให้เห็นว่า มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ไม้ในห้วยจันทร์ดาและห้วยหอยเพิ่มขึ้น การที่ชนิดพันธุ์ไม้ในห้วยจันทร์ดามีการเพิ่มและสูญหายมาก อาจเป็นเพราะลักษณะของห้วยเป็นร่องน้ำลึกทำให้ริมห้วย มีความลาดชันมากกว่าห้วยหอย  น้ำชะล้างหน้าดินมากกว่า  แต่ในขณะเดียวกันการเปิดหน้าดินของห้วยจันทร์ดา ก็ทำให้มีช่องว่างในการเจริญเติบโตของไม้ชนิดอื่นได้ ห้วยจันทร์ดามีการสร้างฝายเป็นระยะๆ ทำให้สามารถกักเก็บน้ำและตะกอนดิน ซึ่งเมื่อสะสมได้ระดับหนึ่งก็จะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อเจริญเติบโตของไม้ชนิดอื่นๆ มากกว่าห้วยหอยที่ไม่มีฝายสำหรับกักเก็บน้ำและตะกอน ถึงแม้จะมีการชะล้างหน้าดินที่เป็นการเปิดช่องว่างคล้ายๆกัน


 


แสดงความเห็นต่อข่าวนี้




  • วันที่ 8 มกราคม 2563 โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดหนองคาย (สปร.สบอ10.) ร่วมจัดนิทรรศการสนองงานพระราชดำริในงานหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน

  • โครงการพัฒนาพื้นที่ภูผาหักตามพระราชเสาวนีย์ จังหวัดอุดรธานี (สปร.สบอ10.) ร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง

  • กิจกรรมยึดคืนพื้นที่ป่า ตัดฟันไม้ยางพาราตามมาตรา 22 และปลูกป่าฟื้นฟู

  • โครงการพัฒนาและฟื้นฟูสภาพป่าพื้นที่โครงการป่ารักน้ำฯบ้านถ้ำติ้ว จังหวัดสกลนคร จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ระหว่างวันที่ 23-26 กันยายน พ.ศ.2557